Vertebrology Center Health อันตรายจากการกินยาแก้ท้องเสียมากเกินไป

อันตรายจากการกินยาแก้ท้องเสียมากเกินไป


ยาแก้ท้องเสีย

                ยาแก้ท้องเสียเป็นอีกหนึ่งยาสามัญประจำบ้านที่ไม่ควรขาด อาการท้องเสียเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อนจัด หากเกิดอาการท้องเสียที่เป็นสาเหตุมาจากอาหารเป็นพิษ เราสามารถรักษาได้ด้วยตัวเองโดยการรับประทานยา แต่บางครั้งการที่เรารับประทานยานี้มากเกินไปก็อาจเกิดโทษต่อร่างกายได้เช่นกัน บทความนี้จะพาผู้อ่านไปดูอันตรายที่เกิดจากการกินยามากเกินไป จะเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันเลย

ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาแก้ท้องเสีย และอันตรายจากการใช้ยาแก้ท้องเสียมากเกินไป

  1. การทำงานของยาแก้ท้องเสีย: ก่อนจะไปดูถึงอันตรายของการใช้ยามากเกินไปนั้น เราอยากให้ทุกคนเข้าใจวิธีการทำงานของยากันก่อน ยาประเภทนี้จะมีฤทธิ์ในการช่วยดูดซึมสารพิษที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารของเรา แล้วขับออกจากร่างกาย เมื่อเรากินยาเข้าไป ตัวยาจะควบคุมการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมของเหลวของลำไส้ ทำให้อาการท้องเสียทุเลาลง  
  2. รูปแบบของยาแก้ท้องเสีย: มีอยู่หลายแบบทั้งแบบที่เป็นยาผงถ่าน แบบผงเกลือแร่โออาร์เอส แบบยาหยุดถ่าย เช่น โลเพอราไมด์ หรือ อิโมเดียม ซึ่งแต่ละประเภทจะมีวิธีการใช้งานที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับอาการท้องเสียของแต่ละบุคคล เราสามารถปรึกษาเภสัชกรก่อนการใช้ยาได้
  3. ปริมาณการรับประทานยาแก้ท้องเสียที่เหมาะสม: หากเป็นประเภทยาเม็ด ผู้ใหญ่ควรรับประทานครั้งละ 2-4 เม็ด และเด็กควรรับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง หากเป็นยาประเภทผงเกลือแร่ ใช้ในปริมาณตามที่ข้างซองกำหนด
  4. อันตรายเมื่อกินยาแก้ท้องเสียมากเกินไป: ความจริงแล้วการกินยาไม่ก่อให้เกิดอันตราย แต่เนื่องจากยามีฤทธิ์ในการช่วยดูดซึมสารพิษที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร มารับประทานมากเกินไปอาจทำให้ลำไส้ทำงานหนัก ส่งผลให้เกิดภาวะท้องผูก ในกรณีที่มีการใช้ยาหยุดถ่ายเป็นเวลานานก็จะส่งผลให้เกิดท้องผูกได้เช่นกัน

ข้อควรระวังในการใช้ยาแก้ท้องเสีย

  1. อ่านคำแนะนำบนฉลากและบรรจุภัณฑ์  ควรปฏิบัติตามขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ที่ระบุไว้ในฉลาก อย่าใช้เกินปริมาณที่แนะนำ
  2. สาเหตุของอาการท้องเสีย  หากท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส การใช้ยาแก้ท้องเสียเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอและอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น ควรประเมินอาการร่วม เช่น ไข้สูงหรือมีเลือดปนในอุจจาระ
  3. ความเสี่ยงของการขาดน้ำ  ท้องเสียทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็ว จึงควรเสริมการดื่มน้ำเกลือแร่หรือของเหลวที่มีอิเล็กโทรไลต์เพียงพอ
  4. การใช้ในเด็กและผู้สูงอายุ  ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากระบบย่อยอาหารของเด็กและผู้สูงอายุอาจอ่อนแอกว่า และมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำสูง
  5. อาการเรื้อรังหรือรุนแรง  หากอาการท้องเสียไม่ดีขึ้นภายใน 48 ชั่วโมงหรือมีอาการรุนแรง (เช่น ปวดท้องรุนแรง, มีไข้สูง, อาเจียนต่อเนื่อง) ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  6. การใช้ร่วมกับยาชนิดอื่น  ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรหากคุณกำลังใช้ยาชนิดอื่นอยู่ เพราะยาแก้ท้องเสียบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาชนิดอื่น
  7. ภาวะสุขภาพที่มีอยู่  หากมีโรคประจำตัวหรือภาวะสุขภาพที่ต้องระวัง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
  8. การใช้ยาในระยะยาว  ควรใช้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น เพราะการใช้ยานานอาจทำให้ระบบย่อยอาหารหยุดการทำงานตามปกติและมีผลข้างเคียงอื่น ๆ

                ยาแก้ท้องเสียเป็นยาที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน มีอยู่หลายประเภท ควรเลือกให้ตรงตามอาการ เพื่อให้ได้ผลที่ดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น การรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานานแม้จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แต่ก็อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของระบบลำไส้ได้ การใช้ยาบางชนิดก็ควรระมัดระวัง เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน ดังนั้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในการใช้ยาจากเภสัชกรอย่างเคร่งครัด